วันสบายๆแถวหอสมุด
Posted in live, photography | Tags: ku, landscape, photography
การจัดระเบียบความคิดเพื่อการเรียนรู้
เมื่อวานได้ลองใช้วิธีใหม่ คือการใช้ checklist ในการสอนให้นิสิตเรียนรู้ concept ของ objected-oriented programming ให้กับนิสิตกลุ่มหนึ่ง
จากประสบการณ์หนึ่งปีกว่าๆในการสอน ได้เรียนรู้ว่า นิสิตหลายคนที่มีความตั้งใจแต่เรียนไม่ดีนัก ไม่ใช่ว่า เค้าไม่เก่ง แต่เค้ามีปัญหาในเรื่องการจัดระเบียบความคิด ส่วนใหญ่จะไม่สามารถจัดความคิดให้เป็นระบบ ก็เลยสับสนกับเนื้อหา ไม่รู้ว่าจะ focus ตรงไหนดี
เราอาจได้ยินการใช้ mindmap ในการจัดระบบความคิด แต่อาจารย์คิดว่าสำหรับการเรียนหนังสือ แค่ทำ checklist ง่ายๆเพื่อเก็บเนื้อหาที่นิสิตจะต้องรู้และเข้าใจในวิชานั้นๆก็พอค่ะ (ขอเน้นคำว่าเข้าใจ ไม่ใช่การจำ)
ตัวอย่าง เช่น checklist ด้านบนที่อาจารย์ทำให้สำหรับนิสิตที่อาจารย์สอน เพื่อให้นิสิตรู้ว่า ในวิชานี้จะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ซึ่งนิสิตสามารถติ๊กในช่องด้านหน้าได้เมื่อนิสิตเข้าใจเนื้อหาในส่วนนั้น ทำให้นิสิตสามารถเห็นความก้าวหน้าของตนเอง เป็นกำลังใจในการเรียนหนังสือได้ด้วย
การทำ checklist ขึ้นมา นอกจากจะช่วยให้เราเข้าใจในเนื้อหาของวิชานั้นๆได้ชัดเจน ถ่องแท้ขึ้น เป็นกำลังใจในการเรียนแล้ว ยังช่วยให้เห็นวัตถุประสงค์ของการเรียนวิชานั้นๆได้ชัดเจนขึ้น ทำให้นิสิตเห็นคุณค่าของวิชานั้นขึ้นมาด้วย ผลพลอยได้ก็คือ จะทำให้เราทำข้อสอบได้ดีขึ้น (จะเห็นว่า อาจารย์ใช้คำว่าผลพลอยได้ เพราะเป้าหมายในการทำ checklist นี้ ไม่ใช่เพื่อการสอบ แต่เพื่อช่วยให้นิสิตเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น)
ตรงนี้ขอเน้นว่า ควรเป็นหน้าที่ของนิสิตเองที่จะทำ checklist ขึ้นมานะคะ ไม่ควรขอให้อาจารย์ทำให้ โดยเฉพาะเมื่อคุณอยู่ในระดับอุดมศึกษาหรือสูงกว่า เพราะคุณมีหน้าที่ที่จะเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ไปพึ่งคนอื่น (อาจารย์) ตลอดเวลา
และขอออกตัวด้วยว่า list นี้ไม่สมบูรณ์ เพราะมีเนื้อหาของ OOP ไม่ครบ เป็นเพียงแค่ list คร่าวๆสำหรับนิสิตกลุ่มที่อาจารย์สอนเท่านั้น และอาจารย์แต่ละท่านก็จะเน้นเนื้อหาที่ต่างกัน ดังนั้นไม่ควรที่จะใช้ list นี้เป็น panacea (แปลว่า ไม่สามารถใช้แก้ได้กับการเรียน OOP ทุกครั้ง)
ลองสร้าง list ขึ้นมาและลองดูว่าจะช่วยให้เรียนรู้ได้ดีขึ้นหรือไม่ มาบอกกันบ้างด้วยก็ดีนะคะ จะได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาการสอนให้ดีขึ้นค่ะ
Posted in learn, technology
ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง
ได้ยินได้ฟังอีกเพลงที่เกี่ยวกับดวงดาวเมื่อเช้า ขอยกมาแค่ส่วนที่ชอบอีกครั้ง
เพลง เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ
Ost. รถไฟฟ้า..มาหานะเธอ ร้องโดย เฉลียง
ดาวนับล้านที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า
จะมีไหมหนาที่ลอยอยู่เองเฉยๆ
ไม่ยอมโคจรหมุนไปไหนเลย
ไม่เคย ไม่เห็นเลยสักดวง
…
เมื่อดาวโคจรมาเจอะกัน ฤดูก็เปลี่ยนผัน การหมุนก็ผันแปร
เมื่อเธอกับฉันมาเจอะกัน ชีวิตก็เปลี่ยนผัน
เปลี่ยนไปจากเดิม เปลี่ยนจังหวะหมุนของหัวใจ ให้ใกล้กัน
เกิดอาการเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ
แต่สองดาวก็ยังหมุนรอบตัวเอง
เธอดึงดูดฉัน ฉันดึงดูดเธอ
และสองดาวยังเปล่งแสงอันงดงามให้แก่กัน
ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย
ทั้งดาวเคราะห์น้อย ดาวฤกษ์ลอยคว้างๆ
ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง
มีเส้นทางหมุนของตัวเอง
…
ชอบโดยเฉพาะส่วนที่บอกว่า “เกิดอาการเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ แต่สองดาวก็ยังหมุนรอบตัวเอง” และ “ดาวทุกดวงนั้นย่อมจะแตกต่าง มีเส้นทางหมุนของตัวเอง” ค่ะ :) ชีวิตที่แตกต่าง ปรับตัวเข้าหากันเพื่อที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข แต่ก็ยังคงความเป็นตัวของตัวเอง
ยิ่งมืดยิ่งเห็นดาว
ได้ฟังเพลงนี้ ยิ่งมืดยิ่งเห็นดาว ของดิว The Star เมื่อเช้าก็ติดใจ ชอบเนื้อหา การเปรียบเทียบ ขอยกมาแค่ส่วนที่ชอบนะคะ (พร้อมกับ graphic ทางช้างเผือกที่วาดเอาไว้ง่ายๆด้วย MS Paint เมื่อหลายปีมาแล้ว)

Milky Way, created on Feb 18, 2006
เพลง ยิ่งมืดยิ่งเห็นดาว
ขับร้อง ดิว The Star คำร้อง ปิยะ ครุธา
ทำนอง พณวรรธน์ พงศ์ภักดีบริบาล เรียบเรียง โอเล่ เมดูซ่า
….
ต้องรอ.. แสงไฟมืดมิดลงไป ฉันจึงจะได้เข้าใจ
ว่ายังเหลือใคร ยิ่งมืดเท่าไรยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน
ไม่เจ็บช้ำ ก็คงไม่ซึ้งคำปลอบใจ
ในวันที่ยืนไหว แขนใครจะสำคัญ
ไม่เหว่ว้า ก็คงไม่สนคนข้างๆกัน
เพิ่งรู้ในวันที่ใจสั่น ว่าเธอเท่านั้นที่เป็นห่วง
…
ถึงเนื้อหาของเพลงจะเปรียบการที่ ‘เธอ’ ไม่ทิ้งกันในวันแห่งความทุกข์เป็นดาวที่ส่องแสงในคืนเดือนมืด จริงๆแล้ว เราสามารถมองประโยค ‘ยิ่งมืดยิ่งเห็นดาว’ ได้ลึกกว่านั้น ถ้าเราไม่เจอกับทุกข์ ก็คงไม่รู้ว่าสุขเป็นอย่างไร ถ้าเราไม่เสีย(คนหรือสิ่งของ)ไป ก็คงไม่เห็นคุณค่าของคนหรือสิ่งที่เรามี ถ้าเราไม่เจอกับปัญหา เราก็คงไม่รู้ว่าเราจะเก่งและแกร่งแค่ไหนในการแก้ปัญหา ถ้าเราไม่เห็นคนที่มีปัญหามีความทุกข์มากกว่าเรา ก็คงไม่รู้ว่าเรานั้นโชคดีแค่ไหนที่เป็นอย่างที่เราเป็น
พูดถึง ดาวในคืนเดือนมืด ก็อดทำให้นึกถึงตอนเด็กๆไม่ได้ ตอนเด็กๆคุณตาคุณยายเคยพาไปสุพรรณในคืนเดือนมืด เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้เห็นทางช้างเผือก หรือ milky way สวยงามมากค่ะ ไม่เคยเห็นดาวบนท้องฟ้ามากมายขนาดนั้น ยังจำติดตาได้ไม่ลืม เห็นเป็นทางช้างเผือกจริงๆ
You are the CSS to my HTML
เหตุการณ์ระหว่างทานอาหารเย็น (จำคำพูดที่เป๊ะๆไม่ได้ แต่ใกล้เคียง)
อาจารย์หญิง 1: เคยได้ยิน quote นี้กันมั้ยคะ น่ารัก โรแมนติกมากเลย “You are the CSS to my HTML.” (อาจารย์ท่านนี้เห็นจากที่นี่)
อาจารย์หญิง 2: โรแมนติก แบบ geeky ดีนะคะ
อาจารย์ชาย 1: โรแมนติกตรงไหน เหมือนกับว่า CSS เป็นตัว control HTML มากกว่านะ
อาจารย์ชาย 2: ผมว่า CSS มันไม่มี content อะไรเลย
อาจารย์หญิง 1: ความคิดผู้หญิงกับผู้ชายมันต่างกันจัง – -’
อยากรู้ poll ค่ะว่า มีความเห็นอย่างไรกันบ้างกับ quote “You are the CSS to my HTML.” เห็นด้วยกับ comment ไหน หรือ มี comment ที่แตกต่างกันบ้างมั้ยคะ :)
เพลงชาติใน Season Change
เพิ่งได้ดูหนังเรื่อง เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย (Season Change) ดูจบ ก็มีความรู้สึกเหมือนกับทุกคน คือ ชอบ ผู้กำกับทำหนังได้ดีมาก ฯลฯ (หาอ่านได้ตามเน็ตทั่วไป)
แต่เราจะชอบรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของหนังมากกว่า โพสนี้ ก็จะเล่าถึงส่วนเล็กๆในหนัง คือ ฉากเคารพธงชาติ เป็นฉากที่ต้องมี เพราะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับโรงเรียนมัธยม แสดงให้เห็นถึงชีวิตในโรงเรียนที่ทุกเช้าจะต้องเคารพธงชาติ และบรรยากาศที่นักเรียนต้องรีบมาให้ทันเข้าแถว
ที่แตกต่างและทำให้รู้สึกว่าผู้กำกับสนใจในรายละเอียดที่ทำให้หนังสมบูรณ์ ก็คงเป็นเพลงชาติ ที่ในหนังเล่นโดยวงเครื่องเป่า ดนตรีที่ออกมามีความซับซ้อนมากกว่าเพลงชาติที่เล่นในโรงเรียนมัธยมทั่วไป ซึ่งก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เพราะโรงเรียนในหนังเป็นโรงเรียนเฉพาะสำหรับดนตรี
ค่ะ นี่คือรายละเอียดเล็กๆที่ผู้กำกับใส่ใจ และรายละเอียดเล็กๆนี้หลายๆอันเข้า ก็ทำให้หนังออกมาดูดีค่ะ ในชิวิตประจำวันก็เหมือนกัน เรามีเป้าหมายใหญ่ในชีวิต แต่ก็ไม่ควรละเลยรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เพราะมันอาจมีผลกระทบต่อภาพรวมและเป้าหมายใหญ่ของเราได้ค่ะ (เช่น ใส่ชุดนิสิตปล่อยชายมาในวันที่บริษัทมาเปิดรับสมัครในมหาวิทยาลัย เค้าก็คงดูในส่วนเล็กๆนี้ด้วยว่า เมื่อนิสิตคนนี้มาทำงาน เค้าจะมีวินัยหรือไม่ ถ้าแค่วินัยเล็กๆในวันสำคัญ ยังไม่สามารถจะทำได้ แล้ววินัยอย่างอื่น เช่น การตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ จะทำได้หรือไม่)
ไว้หา scene เล็กๆ ธรรมดาๆ มาเล่าอีกค่ะ
User Interface Case Study
Problem: Which cellular phone interface is suitable for the elderly?
Case Study: Mom
Description:
เทอมที่ผ่านมาได้สอนวิชา Software Design and Development และหนึ่งในบทที่สอนก็คือ user interface design และบังเอิญที่สัปดาห์ที่ต้องสอนนั้น กำลังไปเดินหาโทรศัพท์มือถือให้แม่พอดี ทำให้ได้กรณีศึกษาในการออกแบบ user interface ให้กับโทรศัพท์สำหรับผู้สูงอายุ (ในที่นี้ จะเล่าถึง user interface ของตัวโทรศัพท์เอง ไม่ใช่ตัว software เพราะแม่ใช้แค่สำหรับโทรเข้าออกเท่านั้น ไม่ใช้ software อื่นมากนัก)
กล่าวคือ
- ต้องเป็น flip phone (แบบพับได้) : เพื่อว่า เมื่อมีคนโทรเข้า จะได้ไม่ต้องกังวลในการหาปุ่มกดรับ เพียงแค่เปิดโทรศัพท์ที่พับไว้เท่านั้น และคล้ายคลึงกันสำหรับตอนจะวางสาย จะได้ไม่ต้องกังวลหาปุ่มวาง แค่พับโทรศัพท์ นอกจากนั้น หากพลั้งมือไปกดปุ่มอื่นแบบไม่รู้ตัวและไม่รู้จะกลับมาหน้าหลักอย่างไร ก็สามารถ พับและเปิด โทรศัพท์เท่านั้น (เรียก action นี้ว่า reset ในโพสนี้นะคะ)
- ปุ่มต้องเป็นปุ่มใหญ่ จะได้ไม่พลาดในการกด (ไม่เช่นนั้นจะต้อง reset ซึ่งการ reset บ่อยก็จะทำให้โทรศัพท์พังเร็วได้)
- ตัวอักษรต้องอ่านง่าย มีสีที่ช่วยในการจดจำปุ่ม
เมื่อไปที่ร้าน ก็มีโทรศัพท์แบบ flip phone ให้เลือกไม่มากนัก ในที่สุดแม่ก็ตัด choice จนมาถึง 2 ตัวเลือกสุดท้าย คือ LG KF350 (รูปซ้าย) และ Samsung S3600 (รูปขวา)


และแม่ก็ตัดสินใจที่ LG KF350 ด้วยเหตุผลที่ว่า LG มีปุ่มที่ใหญ่กว่า ตัวอักษรที่ใหญ่ และชัดเจนกว่า มีสีที่ปุ่มบอกถึงการรับสาย (สีเขียว) และการวางสาย (สีแดง) ในขณะที่ samsung เป็นสีเดียวกันหมดเลย ปุ่มของ LG ก็แยกกันได้ชัดเจนมากกว่า สี keypad ที่เป็นพื้นอ่อน ตรงกันข้ามกับ Samsung ที่มีพื้นเข้มและตัวอักษรสีอ่อนทำให้อ่านยากว่า
(PS. และก็เพิ่งเรียนรู้อีกอย่างว่า ลูกหรือคนใกล้ชิดก็ควรใช้โทรศัพท์ที่จะเอื้ออำนวยผู้สูงอายุด้วย เพราะผู้สูงอายุจะลืมง่าย และอาจลืมโทรศัพท์ในวันที่จำเป็น ก็จะต้องยืมของลูกไปใช้ทั้งวัน (เช่น วันนี้ – -’) ถ้าโทรศัพท์ลูกเป็นโทรศัพท์ที่ไม่ใช่ flip phone หรือ เป็น flip phone ที่ทำตกมาหลายครั้งและเปิด/พับ เพื่อจะรับ/วางสายไม่ได้ จะทำให้ผู้สูงอายุลำบากเปล่าๆ)
* รูปจาก Siamphone.com (LG KF350) และ GSM Arena (Samsung S3600)
Posted in learn, technology
Art Gallery at Jatujak

สร้างสรรค์ศิลปะ
ไปเดินจตุจักรเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา และก็ไปเจอกับ area ที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีในจตุจักรด้วย และรู้สึกว่าจะเป็นงาน event เล็กๆ มีศิลปินหลายสาขามาสร้างสรรค์ศิลปะกันตรงหน้า

วาดแบบ modern หน่อย
ทำให้วันหยุดสุดสัปดาห์มีอะไรทำเพิ่มอีกอย่าง

มี Pottery ด้วย
(ไม่ได้เอากล้องจริงไป แต่กล้องจำเป็นจากมือถือก็ไม่เลว :) )
สูตรแห่งความสำเร็จ
คุณปนัดดา เจณณวาสิน ได้เขียนบทความ 2 ตอน (ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2) ที่เล่าถึงสูตรแห่งความสำเร็จของ“ดร.คาซูโอะ อินาโมริ” ซึ่งก็คือ
ความสำเร็จ = ความสามารถ x ความพยายาม x ทัศนคติ
เราก็คงได้ยินมามากมายว่า ความสามารถและความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จ แต่ตัวทัศนคติก็สำคัญไม่แพ้กัน ก็ขอยก quote จากคุณปนัดดาในส่วนของทัศนคติไว้ที่นี่ค่ะ
ดร. อินาโมริ มีความเห็นว่ามนุษย์เรานั้นยิ่ง คิดบวก และมีความมุ่งมั่นมากเท่าใด โอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวก็ยิ่งจะมาก ขึ้นเท่านั้น
ในทางตรงข้าม ถ้าบุคคลใด คิดลบ ตลอด นั่นคือมองโลกในแง่ร้ายหรือจิตใจจมดิ่งในความเกลียดชังหรืออิจฉาริษยา ชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานก็จะได้รับผลในลักษณะเดียวกัน
ดร.อินาโมริ บอกว่ามีเพียง “เส้นบางๆ” แบ่งกั้นระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ สำหรับคนประเภทหลังนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบใน หน้าที่การงานเสมอไป บางคนมีความจริงใจ กระตือรือร้น และขยันทำงาน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เพราะเส้นที่แบ่งกั้นนั้นถึงแม้ว่าจะบางแต่ก็ยากที่จะทะลุทะลวงผ่าน ไปได้ ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและอดทนอย่างยิ่งยวด กล่าวคือ
มีคนจำนวนมากที่พยายามทำงานแต่ความพยายามของเขามีขีดจำกัด เมื่อเจออุปสรรคที่ยากลำบากก็จะเลิกล้มความตั้งใจและหาเหตุผลให้แก่การกระทำ ของตนเองว่า เพราะเหตุใดจึงทำงานนั้นไม่สำเร็จ ถ้าคนทั้งโลกคิดเช่นนั้นเราคงไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ได้ใช้ประโยชน์กันจนถึงทุกวันนี้
พออ่านบทความนี้จบ ก็ชวนให้นึกถึง หนังสือ blog และบทความอื่นๆ เกี่ยวกับความสำเร็จที่เคยอ่าน ทุกอย่างก็มีเนื้อคล้ายๆกัน คือเหมือนๆกับ quote ข้างบน แต่ต่างกันที่การนำเสนอเท่านั้น
และก็ชวนอีกทีให้นึกถึงสิ่งที่ได้ยินมาแต่เด็ก คือ อิทธิบาท 4 (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) เป็นหลักธรรมคลาสสิคเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ แต่ปัญหาของอิทธิบาท 4 ก็คือ การนำเสนอ ซึ่งไม่น่าสนใจเท่ากับการนำเสนอในแบบอื่น
Journey and Destination
เคยได้ยินคนเค้าพูดว่า
It’s the journey that’s important, not destination.
แปลว่า การเดินทางนั้นสิสำคัญ ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แล้วคุณล่ะ คิดว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างการเดินทาง (Journey) หรือจุดหมายปลายทาง (Destination)
เราคิดว่าทั้งสองนั้นมีความสำคัญพอๆกัน
เมื่อเราไปเที่ยว เราก็คงอยากไปให้ถึงที่หมายโดยเร็วที่สุดและอาจไม่ได้สนใจต้นหางนกยูง ไร่นาเขียวๆข้างทาง หรือวิถีชีวิตของผู้คนตามทางสักเท่าไหร่ แต่สิ่งเหล่านั้นก็ประกอบกันทำให้การเดินทางไปสู่จุดหมายมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เมื่อ 3 ปีที่แล้วได้ไปเที่ยวประเทศเปรูกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง เราสองคนเลือกที่จะไป Machu Picchu ซึ่งเป็น “the” destination ของประเทศเปรูโดยการเดินเท้า 4 วันแทนที่จะเป็นการนั่งรถไฟ 2-3 ชั่งโมง และ the journey ที่ได้ประสบมาใน 4 วันนั้นก็คุ้มค่ามาก ทำให้ 1. ได้ใกล้ชิดกับภูมิประเทศ 2. ได้พูดคุยกับไกด์นำเที่ยว เรียนรู้อะไรเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับชีวิตและประเทศของเค้า และ 3. สำคัญมากคือ ทำให้รู้คุณค่าของ destination มากยิ่งขึ้น เพราะกว่าจะไปถึงเหน็ดเหนื่อยกันมาหลายวัน
ในเรื่องของชีวิตก็คล้ายๆกัน เป้าหมายชีวิตนั้นสำคัญ แต่การมีมานะทำงานของตน การทำงานร่วมกับผู้อื่น การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง หรือทักษะอื่นๆที่ได้ระหว่างทำงานก็สำคัญไม่แพ้กัน
ในวิชาหนึ่ง ได้ให้นิสิตทำงานกลุ่มและก็มีนิสิตคนหนึ่งมาขอทำเดี่ยว บอกว่าผมสามารถทำงานเสร็จคนเดียวได้รวดเร็วกว่าทำงานกลุ่มเสียอีก ก็ได้บอกเค้าไปว่า อาจารย์ไม่ได้ต้องการแค่ผลงานที่ออกมาในที่สุดเท่านั้น (ซึ่งผลงานในที่นี่ก็คือ destination) แต่อาจารย์ต้องการให้เค้าได้เรียนรู้การทำงานร่วมกันกับเพื่อน การถกเถียงเพื่อให้ได้มาซึ่งบทสรุป การต่อยอดความคิดจากผู้อื่น เหล่านี้เป็นทักษะที่อาจารย์ต้องการให้นิสิตได้เรียนรู้จากการทำงานกลุ่มในครั้งนี้ และนี่คือ journey ที่มีความสำคัญพอๆกับ destination


